วันที่นำเข้าข้อมูล 15 พ.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 15 พ.ค. 2569
ที่มาของภาพ Ministerio de Economía, Comercio y Empresa
ภายหลังการเจรจายาวนานกว่า 25 ปี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้เห็นชอบให้มีการลงนามข้อตกลงการค้าสหภาพยุโรป (EU) - กลุ่มตลาดร่วมในทวีปอเมริกาใต้ (Mercosur) และได้ลงนามเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงอาซุนซิออน ประเทศปารากวัย และเริ่มมีมีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว (provisional application) หลังจากที่อาร์เจนตินาและอุรุกวัยได้ให้สัตยาบันในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2569
อย่างไรก็ดี การให้สัตยาบันจากฝ่ายสหภาพยุโรปน่าจะยังต้องใช้เวลา เนื่องจากในเดือนมกราคม 2569 รัฐสภายุโรปได้มีมติส่งร่างข้อตกลงให้ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปตรวจสอบว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายของสหภาพยุโรป โดยหากไม่ขัดต่อกฎหมายฯ รัฐสภาสหภาพยุโรปยังคงต้องลงคะแนนเห็นชอบข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งสมาชิกรัฐสภายุโรปก็ยังคงต้องฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศของตน
สเปนเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเยอรมนี อิตาลี และโปรตุเกส ที่สนับสนุนให้สหภาพยุโรปจัดทำข้อตกลงการค้า EU-Mercosur ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในวันนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปนจึงอยากจะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักข้อตกลงทางการค้า EU-Mercosur และประโยชน์ที่สเปนจะได้รับจากข้อตกลงดังกล่าว
ข้อมูลพื้นฐานข้อตกลงทางการค้า EU-Mercosur
ข้อตกลง EU-Mercosur ครอบคลุมตลาด 2 กลุ่มที่มีประชากรรวมกว่า 700 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรโลก นับว่าเป็นข้อตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดที่สหภาพยุโรปเคยจัดทำ เนื่องจากกลุ่มประเทศ Mercosur ซึ่งประกอบด้วยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัยและอุรุกวัย มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกและมีประชากรมากกว่า 270 ล้านคน ข้อตกลงการค้าดังกล่าวจะทำให้สหภาพยุโรปมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดสาขาที่ได้รับการคุ้มครอง (โดยเฉพาะสาขาเครื่องจักรกล รถยนต์ เคมีภัณฑ์ และสินค้าบริการ) และวัตถุดิบสำคัญใน Mercosur (เช่น ไนโอเบียม) ก่อนหน้ามหาอำนาจอย่างสหรัฐ ฯ หรือจีน และในขณะเดียวกันก็จะช่วยลดการพึ่งพาการค้ากับจีนและสหรัฐ ฯ อีกด้วย สหภาพยุโรปคาดการณ์ว่าภายในปี 2583 GDP ของสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 77,600 ล้านยูโร การส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 39 ต่อปี (50,000 ล้านยูโร) และสนับสนุนการสร้างงาน 600,000 ตำแหน่ง
ด้านสถิติการค้าสินค้า (Trade in goods) ระหว่าง EU-Mercosur พบว่าในปี 2567 สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าสินค้าที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของ Mercosur หรือร้อยละ 17 ของการค้าทั้งหมดของ Mercosur ในขณะที่ Mercosur เป็นคู่ค้าสินค้าอันดับ 10 ของสหภาพยุโรป และในปี 2567 การค้าของสหภาพยุโรปกับ Mercosur มีมูลค่ากว่า 111,000 ล้านยูโร โดยเป็นการส่งออกจากยุโรป 55,200 ล้านยูโร และนำเข้า 56,000 ล้านยูโร โดยร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าดังกล่าวเป็นการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับบราซิล สินค้าส่งออกหลักของสหภาพยุโรป ได้แก่ เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เภสัชและเคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ขนส่ง ในขณะที่สินค้านำเข้าหลักของสหภาพยุโรป ได้แก่ สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์จากแร่ เยื่อกระดาษและกระดาษ
ในส่วนของการค้าการบริการ (Trade in services) ในปี 2566 (ปีล่าสุดที่มีข้อมูล) พบว่ามีมูลค่ากว่า 42,000 ล้านยูโร โดยสหภาพยุโรปส่งออกบริการไปยัง Mercosur มูลค่ากว่า 29,000 ล้านยูโร และนำเข้าประมาณ 13,400 ล้านยูโร
ประโยชน์ที่สหภาพยุโรปจะได้รับจากข้อตกลงทางการค้า EU-Mercosur ได้แก่
ในส่วนเรื่องการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศ Mercosur เพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มากจนเกินไป ข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดโควตาสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะเนื้อวัวและสัตว์ปีก ซึ่งถูกจำกัดไว้ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.3 ของผลผลิตรวมประจำปีของสหภาพยุโรป ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดคุ้มครองสิ่งบ่งชี้แหล่งกำเนิด (Designations of Origin: DO) และการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารของยุโรปมากกว่า 350 รายการ ซึ่งสินค้าของสเปนได้รับการคุ้มครองจากข้อตกลงนี้จำนวน 59 รายการ เช่น D.O. Bajo Aragón (น้ำมันมะกอก) D.O. Queso Manchego (ชีส) และ D.O. Ribera de Duero (ไวน์)
สถิติการค้าระหว่างสเปน – Mercosur และประโยชน์ที่สเปนจะได้รับ
Mercosur เป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าอันดับ 5 ของสเปน โดยสเปนส่งออกสินค้าและบริการรวมมูลค่า 7,100 ล้านยูโร/ปี และนำเข้า 6,700 ล้านยูโร/ปี โดยสเปนได้ดุลการค้าจากสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เภสัชและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล และยานยนต์ ซึ่งมีบริษัทสเปน 9,965 บริษัท (ร้อยละ 90 เป็น SMEs) ที่ส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าว
ในส่วนของสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่มและบุหรี่ ในปี 2568 สเปนขาดดุลการค้ากับ Mercosur โดยมีมูลค่าการนำเข้าถึง 4,069 ล้านยูโรและส่งออกเพียง 381.6 ล้านยูโร สินค้าที่สเปนส่งออกมากที่สุด ได้แก่ น้ำมันมะกอกและผลไม้เมล็ดแข็ง และสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ กากถั่วเหลืองและถั่วเหลือง กาแฟ และสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง (Crustaceans) โดยสถิติการนำเข้า-ส่งออกสินค้าอาหาร เครื่องดื่มและบุหรี่ในแต่ละประเทศ มีดังนี้
การศึกษาเรื่อง “El Impacto económico del acuerdo Unión Europea-Mercosur en España” (ผลกระทบทางเศรษฐกิจของข้อตกลงสหภาพยุโรป-Mercosur ในสเปน) ของกระทรวงเศรษฐกิจ พาณิชย์และบริษัทสเปนซึ่งจัดทำเมื่อปี 2564 ระบุว่าสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ Mercosur จะได้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าทั้ง 2 ฝ่าย (win-win) แต่ฝ่าย Mercosur จะได้ประโยชน์มากกว่าสหภาพยุโรปเพราะสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของ Mercosur และได้เปิดเสรีการนำเข้าจากตลาดดังกล่าวไปแล้วในสัดส่วนที่สูงมาก ในขณะเดียวกันสเปนก็จะได้รับประโยชน์มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปอีกด้วยทั้งในด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายในครัวเรือนและภาคเอกชน รวมทั้งเงินเดือนเมื่อข้อตกลงการค้าดังกล่าวได้บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ประโยชน์ที่สเปนจะได้รับมากที่สุดคือเรื่องการยกเว้นภาษีศุลกากร เนื่องจากอัตราภาษีเริ่มต้นที่สูง ตามมาด้วยการลงทุนโดยตรงเนื่องจากสเปนมีบริษัทที่เข้าไปจัดตั้งใน Mercosur เป็นจำนวนมาก การศึกษาดังกล่าวได้คาดการณ์ว่าผลประโยชน์ที่สเปนจะได้รับจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการลดภาษีศุลกากรจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป[1] โดยในปีที่ 16 ของข้อตกลง (หลังจากบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้ามาแล้ว 15 ปี) GDP สเปนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.23 การบริโภคภายในครัวเรือนและภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.36 การจ้างงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.11 (ประมาณ 22,000 ตำแหน่งงาน) และเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.14
นอกจากนี้ การศึกษายังระบุอีกด้วยว่า ในปีที่ 16 ของข้อตกลง การส่งออกของสเปนไปยัง Mercosur จะขยายตัวร้อยละ 36.78 โดยเฉพาะการส่งออกไปยังอาร์เจนตินา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.66) และบราซิล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.71) เนื่องจากการยกเว้นภาษีที่ทำให้สเปนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใน Mercosur ได้ง่ายขึ้น ในขณะที่การนำเข้าจาก Mercosur พบว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.46 โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากอาร์เจนตินา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.46)
เมื่อมีการบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าว สเปนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรได้ 500 ล้านยูโร/ปีในการนำเข้าสินค้าจาก Mercosur (การลดภาษีศุลกากรดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เมื่อคงระดับการนำเข้า หากเพิ่มการนำเข้าก็จะอาจจะทำให้ลดภาษีศุลกากรได้มากกว่าเดิม) หากเจาะลึกด้านสินค้าเกษตรพบว่าบริษัทสเปนที่ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เพราะจะทำให้กลุ่ม Mercosur นำเข้าสินค้าสเปนมากยิ่งขึ้น เช่น ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำมันมะกอก เนื้อหมู ผลไม้และผัก เครื่องเทศ สินค้าทางการเกษตรแปรรูป (ขนมหวาน สารเพิ่มความข้น ซอส) และชีส ซึ่งปัจจุบัน Mercosur เรียกเก็บภาษีศุลกากรอยู่ที่ร้อยละ 10-35
แม้ว่าสเปนจะได้เปรียบเรื่องข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป และรัฐบาลสเปนเองก็พยายามชี้จุดเด่นของข้อตกลงทางการค้า อย่างไรก็ดี กลุ่มเกษตรกรสเปนและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างสมาคม ASAJA (สมาคมเกษตรกรรมของเกษตรรุ่นเยาว์) และ COAG (ผู้ประสานงานองค์กรเกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์) กลับไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะประเด็นการนำเข้าเนื้อวัวจากอาร์เจนตินาและเนื้อไก่จากบราซิล และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้มีการเคลื่อนขบวนรถแทรกเตอร์กว่า 367 คันจากหลายเมืองในประเทศเข้ายังใจกลางกรุงมาดริด เพื่อประท้วงนโยบายเกษตรร่วม หรือ Common Agricultural Policy (CAP) ฉบับใหม่สำหรับปี ค.ศ. 2028-2034 และเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ข้อตกลงทางการค้า EU-Mercosur มีผลบังคับใช้
ติดตามสาระดี ๆ เกร็ดความรู้และโอกาสทางธุรกิจในสเปนได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ได้ที่ https://bic-madrid.thaiembassy.org
[1] การลดภาษีศุลกากรจะมีการบังคับใช้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า เช่น สินค้าสปาร์คกลิ้งไวน์จะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรทันทีเมื่อมีการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้า ในขณะที่น้ำมันมะกอกจะเริ่มมีผลในอีก 15 ปี สินค้าไวน์บรรจุขวด 8 ปี และเนื้อหมู 8-10 ปี