มาทำความรู้จัก Canal de Isabel II หน่วยงานบริหารจัดการน้ำของแคว้นมาดริด

มาทำความรู้จัก Canal de Isabel II หน่วยงานบริหารจัดการน้ำของแคว้นมาดริด

วันที่นำเข้าข้อมูล 12 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 มี.ค. 2569

| 16 view

 

Canal_de_Isabel_II

 

ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ได้เคยเผยแพร่บทความเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญของสเปนในด้านการบริหารจัดการน้ำก่อนหน้านี้หลายบทความ ได้แก่ 1) สเปนกับความเชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เมื่อเดือนตุลาคม 2563 2) สเปนกับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ : การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Water reuse) เมื่อเดือนสิงหาคม  2564 3) สเปนกับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ : น้ำบาดาล เมื่อเดือนตุลาคม 2564 และ 4) ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดีและเทคโนโลยีด้านการรับมือภัยพิบัติของสเปน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568

หากพูดถึง “น้ำประปา” ของแคว้นมาดริด ผู้คนในสเปนต่างยอมรับกันว่า มีคุณภาพดีเยี่ยม รสชาติดี เป็นน้ำที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมต่ำ เหมาะสมกับการอุปโภคและบริโภค อีกทั้งยังมีราคาต่ำกว่าค่าน้ำโดยเฉลี่ยของสเปน[1]  ในวันนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปนจึงอยากจะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำของแคว้นมาดริด Canal de Isabel[2] ทั้งในภาพรวมขององค์กร และโครงการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจกัน

 

ข้อมูลพื้นฐาน

Canal de Isabel II (กานาล เด อิซาเบล เซกุนดา) เป็นรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการน้ำของรัฐบาลสเปน ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำในแคว้นมาดริดอย่างครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2394 (จะครบรอบ 175 ปี ในปี 2569) การบริหารจัดการน้ำของ Canal de Isabel II ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำ การบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้อีกครั้ง และการผลิตพลังงานทดแทน

Canal de Isabel II ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 6.79 ล้านคน (สถิติปี 2567) ปัจจุบันหน่วยงานดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ปี ค.ศ. 2025 - 2030 (Plan Estratégico 2025 - 2030) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือกับความท้าทาย 4 ข้อ ได้แก่ (1) การรักษาอุปทานของน้ำท่ามกลางความท้าทายเรื่องสภาพภูมิอากาศ (2) ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการรักษาสิ่งแวดล้อม (3) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งกลุ่มลูกค้าและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน และ (4) ส่งเสริมความรุ่งเรืองของแคว้นมาดริดทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ คาดว่าจะมีการลงทุนถึง 2,026 ล้านยูโร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นร้อยละ 56 หากเปรียบเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ โดยรักษาระดับอุปทานของน้ำให้เพียงพอกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรซึ่งสวนทางกับทรัพยากรน้ำที่ลดลง การบังคับใช้กฎระเบียบด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขที่มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาด้านดิจิทัล

ตามสถิติปี 2567 Canal de Isabel II มีโครงสร้างพื้นฐานในความรับผิดชอบ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำ 13 แห่ง สถานีบำบัดน้ำดื่ม 14 แห่ง เครือข่ายการจ่ายน้ำกว่า 18,005 กิโลเมตร บ่อน้ำ 78 แห่ง ถังเก็บน้ำฝน (Storm Tanks) 73 ถัง สถานีบำบัดน้ำเสีย 155 แห่ง (ในจำนวนดังกล่าว รวมถึงสถานีบำบัดน้ำเสีย EDAR SUR ซึ่งเป็นสถานีบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในสเปน) และมีเครือข่ายน้ำเสียเป็นระยะทาง 16,309 กิโลเมตร

ด้านการบริหารจัดการน้ำพบว่า Canal de Isabel II มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 943 ลูกบาศก์เฮกโตเมตร (hm³) สามารถผลิตน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ 496 ลูกบาศก์เฮกโตเมตร บำบัดน้ำเสียปริมาณ 506 ลูกบาศก์เฮกโตเมตร และสามารถผลิตน้ำเพื่อใช้ซ้ำได้ 110 ลูกบาศก์เฮกโตเมตร ด้านผลประกอบการและการลงทุนพบว่ามีรายได้สุทธิ 934 ล้านยูโรและใช้งบประมาณในการลงทุน 490 ล้านยูโร ด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานได้ทำการติดตั้ง 112 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อผลิตไฟฟ้าและสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง 226 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh)

 

Canal de Isabel II มีโครงการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยในบทความนี้ ขอกล่าวถึง โครงการสำคัญของหน่วยงานในช่วงนี้ ดังนี้

  1. การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
  • แผนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 50 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยได้เริ่มดำเนินการแล้ว และคาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุน 33 ล้านยูโร โดยแผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทางการเงินส่วนหนึ่งจากกองทุนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคยุโรป (FEDER)
  • แผนผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน คาดว่าจะลงทุน 16 ล้านยูโรเพื่อผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนจำนวน 125,000 กิโลกรัมไฮโดรเจน (kg H2) ต่อปี ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ

 

  1. โครงการด้านการวิจัย การพัฒนาและนวัตกรรม (R&D&I)
  • Biosensors (ไบโอเซนเซอร์) เพื่อตรวจวัดทางชีวภาพ โดยจะสามารถคัดกรอง (1) ไวรัส เช่น SARS-CoV-2 โปลิโอ ไข้หวัดใหญ่ (2) สารปนเปื้อนในน้ำที่เพิ่งตรวจพบหรือเพิ่งเป็นที่สนใจ (Contaminants of Emerging Concern - CECs) เช่น ไอบูโพรเฟน เครื่องสำอาง ไมโครพลาสติก (3) ยาต้านจุลชีพ (4) ไซยาโนท็อกซิน และ (5) สารประกอบที่ทำให้เกิดกลิ่นอย่างสารจีโอสมิน (Geosmin) ทั้งนี้ เพื่อจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงเพื่อประเมินการแพร่ระบาดของโรคสำคัญ หรือการปนเปื้อนของสารเคมี
  • การวิจัยการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากขยะเซลลูโลส (กระดาษเช็ดทำความสะอาด/กระดาษทิชชู่) โดยปกติแล้วมีขยะเซลลูโลสจำนวนมากถึง 30,000 ตันที่จำเป็นต้องกำจัดด้วยการฝังกลบ ซึ่ง EU Circular Economy Directive ฉบับใหม่ได้ตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือร้อยละ 10 ภายในปี 2578 ดังนั้น Canal de Isabel II ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิลของกระดาษทิชชู่ให้ถึงร้อยละ 65 โดยในปัจจุบัน มีการนำกระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วมารีไซเคิลด้วยการหมักเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพได้แล้วกว่าปีละ 7,000 ตัน ซึ่งสาเหตุที่หน่วยงานไม่เลือกกำจัดขยะชนิดนี้ด้วยการเผาเพราะการเผาจะปล่อยก๊าซและสารมลพิษอื่น ๆ ในอากาศ

 

  1. การเฝ้าระวังระบบน้ำเสีย
  • โครงการ VIGIA 4.0 เป็นระบบเฝ้าระวังโรคระบาดในน้ำเสีย โดยตรวจสารเคมี ยา ไมโครพลาสติก สารเคมี PFAS (หรือสารเคมีตลอดกาล) และสารปนเปื้อนในน้ำที่เพิ่งตรวจพบหรือเพิ่งเป็นที่สนใจ (CECs) ยาปฏิชีวนะ การปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษ เพื่อดูแหล่งกำเนิดและวิวัฒนาการของสารดังกล่าว โดยจะจัดเก็บตัวอย่างในโรงบำบัดน้ำเสียและเครือข่ายท่อระบายน้ำมากกว่า 30 จุด นอกจากนี้ ยังจะมีการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โปลิโอ และไข้หวัดใหญ่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขของแคว้นอีกด้วย

 

  1.  เครือข่ายดิจิทัลแบบเรียลไทม์สำหรับจ่ายและกระจายน้ำใช้อุปโภคบริโภคและน้ำเสีย (Real-time Digital Twin for water supply and distribution network) ระบบนี้เป็นระบบอัตโนมัติ มีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สามารถพยากรณ์ความต้องการน้ำในเวลาจริงได้ อนึ่ง ท่อน้ำสำหรับน้ำใช้อุปโภคและอุปโภคและท่อน้ำทิ้งที่แคว้นมาดริดจะมีลักษณะแตกต่างกัน ทำให้สามารถแยกได้ชัดเจน

 

  1. โครงการ DREINCAM หรือระบบบริหารจัดการระบายน้ำอัจฉริยะในแคว้นมาดริด เป็นโครงการขนาดใหญ่ของ Canal de Isabel II ที่มีการผสมผสาน 3 ระบบเข้าไว้ด้วยกันเพื่อพัฒนาระบบดิจิทัลและอัจฉริยะในการจัดการระบบระบายน้ำของแคว้น ได้แก่ (1) การพยากรณ์อากาศ (2) ข้อมูลของท่อระบายน้ำยาว 15,000 กิโลเมตร และ (3) ระบบเซนเซอร์ของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ท่อรวบรวมน้ำไปจนถึงท่อระบายล้น รวมถึงถังเก็บน้ำฝน โครงการ DREINCAM จะสามารถจำลองการทำงานของเครือข่ายท่อระบายน้ำและช่วยในการตัดสินใจในเวลาจริงได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำท่วมและน้ำท่วมตลิ่งแม่น้ำเมื่อฝนตกหนัก

 

ติดตามสาระดี ๆ เกร็ดความรู้และโอกาสทางธุรกิจในสเปนได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ได้ที่ https://bic-madrid.thaiembassy.org

 

[1] ค่าน้ำประปาแคว้นมาดริดราย 2 เดือนอยู่ที่ 37.2 ยูโร ซึ่งราคาต่ำกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าน้ำในเมืองอื่น ๆ เช่น        บาร์เซโลนา (80.5 ยูโร) เซบียา (62.5 ยูโร) บาเลนเซีย (59.6 ยูโร) และบิลเบา (51 ยูโร) ราคาดังกล่าวคำนวณจากค่าเฉลี่ยของผู้ใช้น้ำในครัวเรือน ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำ 20 ลูกบาศก์เมตรทุก 2 เดือน และมีมิเตอร์วัดน้ำขนาด 15 มิลลิเมตร

[2] ในแต่ละแคว้นของสเปนมีหน่วยงานบริหารจัดการน้ำที่แตกต่างกัน โดยอาจเป็นรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน และอาจมีมากกว่า 1 หน่วยงาน/บริษัท เช่น 1) แคว้นมาดริดที่มี Canal de Isabel II เป็นผู้รับผิดชอบ 2) แคว้นคาตาโลเนีย เช่น Aigües de Barcelona ที่บริหารจัดการน้ำในพื้นที่นครบาร์เซโลนา และ Aigües de Girona ในพื้นที่จังหวัดจิโรนา เป็นต้น